การคำนวณต้นทุนและการตั้งราคาสินค้าเพื่อการส่งออก (รวมถึงการคิดราคาในเงื่อนไขของ FOB, CIF และ CFR)
- Wednesday, August 12, 2009, 18:53
- Export Guildlines
- 6,695 views
- Add a comment
ปัจจุบันการส่งออกมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ในการบริหารการส่งออกทั้งผู้ผลิตเพื่อการส่งออกและธุรกิจตัวแทนการส่งออก จำเป็นต้องมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการบริหารธุรกิจส่งออก ดังต่อไปนี้
ปัจจัยในการตั้งราคาสินค้าเพื่อการส่งออก
การจำแนกประเภทต้นทุนสินค้าเพื่อการส่งออก
การคำนวณต้นทุนสินค้าเพื่อการส่งออก
การกำหนดราคาสินค้าเพื่อการส่งออก
1. ปัจจัยในการตั้ง2. ราคาเพื่อการส่ง3. ออก ในการส่ง4. ออกสินค้าไปขายต่าง5. ประเทศนั้น ราคาสินค้าเป็นอง6. ค์ประกอบที่สำคัญ7. ในการดำเนินธุรกิจ ดัง8. นั้นก่อนจะตัดสินใจเสนอราคาแก่ลูกค้ารายใด ผู้บริหารควรคำนึง9. ถึง10. ปัจจัยต่าง11. ๆ ที่เกี่ยวกับการตั้ง12. ราคาเพื่อการส่ง13. ออก ดัง14. ต่อไปนี้
1. รายละเอียดเกี่ยวกับตัวสินค้า อุปสง2. ค์ในตัวสินค้า ช่อง3. ทาง4. การจำหน่ายและสภาวะการแข่ง5. ขันในตลาดที่จะวาง6. ตัวสินค้า
7. นโยบายในการตั้ง8. ราคาจะขึ้นกับนโยบายด้านการตลาดธุรกิจ ซึ่ง9. อาจจะแตกต่าง10. กันไปดัง11. ต่อไปนี้
11.1 การตั้ง11.2 ราคาแบบเจาะตลาด เป็นการตั้ง11.3 ราคาเพื่อเพิ่มยอดขายและมุ่ง11.4 หวัง11.5 ที่จะครอง11.6 ตลาดอย่าง11.7 รวดเร็ว จึง11.8 ตั้ง11.9 ราคาต่ำเพื่อจูง11.10 ใจลูกค้าโดยตรง11.11
11.12 การตั้ง11.13 ราคาตามความยืดหยุ่น ให้สอดคล้อง11.14 กับสภาพการแข่ง11.15 ขันและสภาพเศรษฐกิจ โดยพยายามรักษาส่วนครอง11.16 ตลาดของ11.17 กิจการไว้ไม่ให้ลดลง11.18 กว่าเดิม
11.19 การตั้ง11.20 ราคาค่อนข้าง11.21 สูง11.22 เนื่อง11.23 จากต้อง11.24 การให้ได้กำไรมากที่สุดเหมาะกับสินค้าที่มีอุปสง11.25 ค์มาก แต่มีผู้เสนอขายในตลาดน้อย และกิจการอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบในการแข่ง11.26 ขันหรือเป็นผู้วาง11.27 สินค้าในตลาดก่อนผู้อื่น
12. ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง13. ๆ ที่เกิดขึ้นในการส่ง14. ออก ซึ่ง15. อาจแบ่ง16. ออกได้เป็น ต้นทุนผลิตสินค้าจากโรง17. ง18. าน ค่าขนส่ง19. สินค้าจากโรง20. ง21. านผู้ผลิตจนถึง22. มือลูกค้าหรือคลัง23. สินค้าของ24. ผู้นำเข้า และค่าใช้จ่ายต่าง25. ๆ ด้านการส่ง26. ออก เช่น ค่าบรรจุหีบห่อ ค่าภาษี ค่าธรรมเนียมต่าง27. ๆ ฯลฯ
28. กฎระเบียบบัง29. คับของ30. หน่วยง31. านต่าง32. ๆ ทาง33. ราชการทั้ง34. ของ35. ผู้ส่ง36. ออกและประเทศผู้นำเข้า ซึ่ง37. มีลักษณะแตกต่าง38. กันไป ทำให้ไม่อาจกำหนดราคาขายได้ตามต้อง39. การ
40. ระบบภาษี และภาษีศุลกากร ทั้ง41. ของ42. ประเทศผู้ส่ง43. ออกและประเทศผู้นำเข้า ผู้ส่ง44. ออกควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบภาษีทุกประเภทอันเกิดจากการส่ง45. สินค้าออกหรือนำสินค้าเข้าเป็นอย่าง46. ดี เพื่อให้การตั้ง47. ราคาครอบคลุมภาวะภาษีดัง48. กล่าว
49. ตัวแปรอื่น ๆ อันได้แก่ ข้อตกลง50. ระหว่าง51. ประเทศของ52. อง53. ค์การค้าต่าง54. ๆ อาทิ GATT WTO AFTA NAFTA เป็นต้น ข้อตกลง55. หรือสนธิสัญ56. ญ57. าของ58. อง59. ค์การค้าระหว่าง60. ประเทศเหล่านี้ มีผลกระทบโดยตรง61. ต่อการนำเข้าหรือส่ง62. ออกสินค้าระหว่าง63. ประเทศ
15. การจำแนกประเภทต้นทุนสินค้าเพื่อการส่ง16. ออก เพื่อให้ผู้บริหารกำหนดราคาสินค้าส่ง17. ออกได้อย่าง18. ครบถ้วนและถูกต้อง19. จำเป็นที่จะต้อง20. รวบรวมและจำแนกประเภทต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง21. ๆ ของ22. ตัวสินค้า นับตั้ง23. แต่ออกจากโรง24. ง25. านผู้ผลิตจนถึง26. มือของ27. ผู้นำเข้าหรือผู้ค้าส่ง28. หรือค้าปลีกหรือผู้บริโภคแล้วแต่กรณี การจำแนกประเภทต้นทุนสินค้าเพื่อการส่ง29. ออกจะแบ่ง30. เป็นประเภท 3 ประเภทดัง31. นี้
1. ต้นทุนสินค้า ในกรณีทีผู้ผลิตเป็นผู้ส่ง2. ออกสินค้าเอง3. โดยไม่ผ่านนายหน้าตัวแทน ต้นทุนสินค้าก็คือต้นทุนการผลิตโรง4. ง5. าน ซึ่ง6. ประกอบด้วย
6.1 ค่าวัตถุดิบ
6.2 ค่าแรง6.3 ง6.4 าน
6.5 ค่าใช้จ่ายการผลิตและโสหุ้ยการผลิต
6.6 ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับฉลากและเครื่อง6.7 หมายการค้า
6.8 ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเก็บรักษาสินค้าไว้ในคลัง6.9 สินค้าของ6.10 ผู้ผลิตก่อนขนย้ายออกไปท่าเรือ หรือท่าอากาศยาน
6.11 ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและคัดเลือกคุณภาพของ6.12 สินค้าให้ได้ตามคุณภาพหรือคุณลักษณะที่ตกลง6.13 กับลูกค้าต่าง6.14 ประเทศ
7. ต้นทุนค่าขนส่ง8. สินค้าจากโรง9. ง10. านผู้ผลิตไปจนถึง11. จุดหมายปลายทาง12. ในต่าง13. ประเทศประกอบด้วย
13.1 ค่าขนส่ง13.2 ภายในประเทศ จากโกดัง13.3 สินค้าของ13.4 โรง13.5 ง13.6 านไปยัง13.7 สถานีขนส่ง13.8 ท่าเรือ หรือท่าอากาศยาน
13.9 ค่าระวาง13.10 ขนส่ง13.11 ทาง13.12 รถ เรือ เครื่อง13.13 บิน รวมทั้ง13.14 ค่าธรรมเนียมพิเศษต่าง13.15 ๆ เนื่อง13.16 จากการใช้พาหนะ การใช้สถานีท่าเรือ หรือท่าอากาศยาน
13.17 ค่าขนถ่ายสินค้าทาง13.18 เรือ หรือทาง13.19 เครื่อง13.20 บิน ณ เมือง13.21 ปลายทาง13.22
13.23 ค่าใช้จ่ายขนส่ง13.24 สินค้าจากสถานที่ ท่าเรือ หรือท่าอากาศยานไปยัง13.25 คลัง13.26 สินค้าของ13.27 ลูกค้าหรือผู้นำเข้า
14. ค่าใช้จ่ายต่าง15. ๆ อันเกี่ยวข้อง16. กับการส่ง17. ออก ทั้ง18. ที่เกิดภายในและภายนอกประเทศ อาทิเช่น
18.1 ค่าใช้จ่ายบรรจุหีบห่อ หรือค่าบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่ง18.2 ออกโดยเฉพาะ
18.3 ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและวิเคราะห์ เพื่อรับรอง18.4 คุณภาพของ18.5 สินค้า ซึ่ง18.6 รวมทั้ง18.7 ค่าออกใบรับรอง18.8 ต่าง18.9 ๆ จากสถาบันการค้า หรือสถานกง18.10 ศุลการค้าต่าง18.11 ประเทศ
18.12 ค่าใช้จ่ายด้านการออกของ18.13 และค่าใช้จ่ายในการผ่านพิธีการศุลกากร
18.14 ค่าภาษีศุลกากรและค่าธรรมเนียมต่าง18.15 ๆ ที่เกิดขึ้นในการส่ง18.16 สินค้าออกนอกประเทศและนำเข้าประเทศของ18.17 ลูกค้า
18.18 ค่าเบี้ยประกันภัยและค่ากรมธรรม์ประกันภัยทั้ง18.19 ทาง18.20 บก เรือ อากาศ
18.21 ค่าเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ต่าง18.22 ๆ เช่น การสูญ18.23 เสียปริมาตรหรือน้ำหนักของ18.24 ตัวสินค้า คุณภาพสินค้าเสียหายเนื่อง18.25 จากบรรจุภัณฑ์ ชำรุดระหว่าง18.26 การขนส่ง18.27 หรือคุณภาพสินค้าเปลี่ยนแปลง18.28 อันเนื่อง18.29 มาจากสภาพแวดล้อมระหว่าง18.30 การขนส่ง18.31
18.32 ค่าใช้จ่ายต่าง18.33 ๆ ในการจัดเตรียมเอกสารการส่ง18.34 ออกและการติดต่อธนาคาร
18.35 ค่าธรรมเนียมธนาคารทุกประเภท รวมทั้ง18.36 ดอกเบี้ยอันเกิดจากการส่ง18.37 ออก
18.38 ค่าติดต่อสื่อสาร โทรเลข โทรศัพท์ทาง18.39 ไกล เทเล็กซ์ และโทรสาร
18.40 ค่านายหน้าแก่ตัวการหรือตัวแทนผู้ซื้อหรือผู้นำเข้า
18.41 ปริมาณกำไร(ขาดทุน) อันเกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนเง18.42 ินตราระหว่าง18.43 ประเทศ
ในกรณีที่ผู้ผลิตที่เป็นผู้ส่งออกได้รับภาษีคืนในการนำเข้าวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าส่งออกก็สามารถนำภาษีที่ได้รับคืนมานี้มาลดต้นทุนสินค้าของโรงงานให้ต่ำลงได้ ซึ่งจะทำให้กิจการสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้
32. การคำนวณต้นทุนสินค้าส่ง33. ออก เมื่อมีการตกลง34. ซื้อขายสินค้าระหว่าง35. ประเทศ ทั้ง36. ผู้ซื้อและผู้ขาย (หรือผู้นำเข้าหรือผู้ส่ง37. ออก) จะต้อง38. ทำความตกลง39. ในเรื่อง40. การขนส่ง41. ว่าใครเป็นผู้จ่ายค่าขนส่ง42. สินค้า ซึ่ง43. แบ่ง44. ได้เป็น 2 กรณี ดัง45. นี้
1. ถ้าผู้ขายเป็นผู้ขนส่ง2. สินค้าจากโกดัง3. ผู้ผลิต/ผู้ขาย/ผู้ส่ง4. ออก ไปยัง5. มือผู้ซื้อ/ผู้นำเข้า ผู้ขายจะรวมค่าขนส่ง6. เข้าไปในราคาที่ขายเมื่อผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่ง7. ดัง8. กล่าว กรรมสิทธิในตัวสินค้ายัง9. คง10. เป็นของ11. ผู้ขาย จนกว่าจะถึง12. จุดหมายปลายทาง13. ที่ตกลง14. กัน ซึ่ง15. แบ่ง16. เป็น
16.1 FOB Shipping point หมายถึง16.2 ผู้ขายเป็นผู้จ่ายค่าขนส่ง16.3 สินค้าจากโกดัง16.4 สินค้าของ16.5 ตนจนถึง16.6 ท่าเรือขนถ่ายสินค้าของ16.7 ผู้ขาย ต่อจากนั้นผู้ซื้อจะเป็นผู้ขนสินค้าไปเอง16.8 หรือบริษัทรับจ้าง16.9 ขนส่ง16.10 สินค้าไปจนถึง16.11 โกดัง16.12 ของ16.13 ผู้ซื้อ
16.14 FOB Destination หมายถึง16.15 ผู้ขายรับผิดชอบจ่ายค่าขนส่ง16.16 จากโกดัง16.17 สินค้าของ16.18 ตนจนถึง16.19 ที่ทำการหรือโกดัง16.20 สินค้าของ16.21 ผู้ซื้อ ดัง16.22 นั้นผู้ขายจึง16.23 ได้รวมค่าขนส่ง16.24 ดัง16.25 กล่าวเข้าไปกับราคาขายสินค้าเรียบร้อยแล้ว
17. ถ้าผู้ขายตกลง18. ว่าจะเป็นผู้จัดส่ง19. สินค้าทั้ง20. หมดจนถึง21. จุดหมายปลายทาง22. ที่ตกลง23. กัน และราคาขายของ24. สินค้าดัง25. กล่าว ได้รวมค่าขนส่ง26. และ/หรือค่าประกันภัยสินค้าไว้เรียบร้อยแล้ว ราคาขายดัง27. กล่าวนี้ก็คือ ราคา CIF (Cost Insurance and Freight) หรือราคา CFR (Cost and Freight) ปกตินิยมระบุสถานที่ที่เป็นจุดมุ่ง28. หมายปลายทาง29. เช่นราคา CIF London เป็นต้น นอกจากนี้อาจจะมีเง30. ื่อนไขการขนส่ง31. อื่น ๆ ที่ตกลง32. กัน เช่น FAS EX Foctory etc
FOB เหมาะสำหรับสินค้าที่
มีสินค้าหลากหลาย
มีสินค้าหลายขนาด
เสนอขายไปยังหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก
สะดวกในการทำ Price List
ไม่ต้องเสี่ยงต่อค่าระวางที่ไม่แน่นอน
ไม่ต้องเสี่ยงต่ออัตราแลกเปลี่ยน
CFR หรือ C.I.F. เหมาะสำหรับ
ต้องขายในราคาที่เหมาะกับประเทศลูกค้าที่ไม่มี Freight Colleted
ขายสินค้าพิเศษ เช่น รถยนต์ หรืออื่น ๆ ที่เป็นสินค้าไม่มาตรฐาน เราจะเป็นผู้จองเรือและดูแลเป็นพิเศษ มิฉะนั้น L/C อาจขาดอายุ เรือที่ลูกค้าจองอาจจะไม่มา
ลูกค้าต้องการราคานี้ เพราะสะดวกในการตีราคาของลูกค้า
เราได้กำไรจากการเสนอราคานี้เพราะเราได้ส่วนลดพิเศษจากบริษัทเรือ เพราะส่งเป็นประจำ
4. การกำหนดราคาสินค้าเพื่อการส่งออก ในการซื้อสินค้าระหว่างผู้นำเข้าและผู้ส่งออกนั้นจะมีขั้นตอนในการดำเนินงานดังต่อไปนี้
ผู้ซื้อหรือผู้นำเข้าสอบถามราคาสินค้าจากผู้ขายหรือผู้ส่งออก
ผู้ขายหรือผู้ส่งออกคำนวณราคาสินค้าส่งออกส่งให้แก่ผู้ซื้อ
เมื่อผู้ซื้อได้รับราคา ก็จะนำไปคำนวณหาต้นทุนนำเข้า ประมาณราคาขาย และกำไรที่คาดว่าจะได้รับ
ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะต่อรองราคาจนตกลงกันได้
มีการจัดทำสัญญาซื้อขายระหว่างกัน
เนื่องจากราคาที่ตกลงซื้อขายระหว่างกัน เป็นส่วนประกอบของการบริหารธุรกิจส่งออก การ
กำหนดราคาดังกล่าวต้องยืดหยุ่นตามสภาพการทางการตลาด ทั้งนี้เพื่อให้เป็นราคาที่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ดังนั้นการกำหนดราคาสินค้าเพื่อการส่งออก จึงเป็นไปตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1. ผู้ส่งออกวิเคราะห์ตลาด อุปสงค์ อุปทาน ระดับราคาและสภาพการแข่งขันในตลาดสินค้าที่จะส่งออก
ขั้นที่ 2. พิจารณานโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศ กฎระเบียบของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีผลกระทบต่อการนำเข้าและการส่งออก
ขั้นที่ 3. พิจารณานโยบายธุรกิจและนโยบายการตั้งราคาของกิจการที่กำหนดไว้ในขณะนั้น
ขั้นที่ 4. รวบรวม จำแนกประเภท และวิเคราะห์ต้นทุนดังได้กล่าวมาข้างต้น
ขั้นที่ 5. เลือกวิธีกำหนดราคาที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ โดยคำนึงถึงผลกระทบจากปัจจัยและตัวแปรต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว
ขั้นที่ 6. จัดทำใบเสนอราคาต่อลูกค้าหรือผู้นำเข้า
ในทางทฤษฎี การกำหนดราคาสินค้าเพื่อการส่งออกอาจจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1. การกำหนดราคาตามสภาพตลาด
ประเภทที่ 2. การกำหนดราคาตามต้นทุน
ประเภทที่ 1. การกำหนดราคาตามสภาพการทางการตลาด
เนื่องจากสภาพการแข่งขันในตลาดต่างประเทศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงต้องตั้งราคาขายตามสภาพแวดล้อมของตลาดในขณะนั้นเป็นสำคัญ กรณีนี้ผู้ส่งออกจะต้องสำรวจและวิจัยตลาดไว้ล่วงหน้า แล้วตั้งราคาขายที่สามารถจะแข่งขันในตลาดได้ ดังนั้นราคาดังกล่าวอาจจะเป็นราคานำ (Price Leading) หรือราคาตาม (Price Following) หรือตั้งราคาไว้หลาย ๆ ราคา (Differential Price) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเจาะตลาดในระดับต่าง ๆ เราเรียกวิธีการคำนวณราคาตามสภาพตลาดว่าเป็นการกำหนดราคาตามเป้าหมาย (Target Price) ธุรกิจจะใช้ราคาดังกล่าวนี้เป็นเป้าหมายในการวางแผนลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเกิดจากการส่งออก ทั้งนี้เพื่อให้ได้กำไรตามต้องการและต้นทุนที่ประมาณ ขึ้นมาเพื่อให้ได้กำไรและราคาขายตามต้องการ ก็คือ ต้นทุนตามเป้าหมาย (Target Cost) ซึ่งอาจคำนวณได้จากสมการดังต่อไปนี้
ต้นทุนตามเป้าหมาย = ราคาขายตามเป้าหมาย – กำไรที่ต้องการ
ในทางปฏิบัติจะปรากฏว่า แม้บริษัทที่เข้าแข่งขันในตลาดจะกำหนดราคาขายตามเป้าหมายไว้ใกล้เคียงกัน แต่เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนของกิจการแต่ละแห่งแล้วแต่จะแตกต่างกันมาก ทั้งนี้เพราะโครงสร้างในการผลิต การบริหารขนาดขององค์กร นโยบายธุรกิจและภาระภาษีและข้อจำกัดด้านรัฐบาลและสถาบันการค้า และการเงินในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน จึงมีผลกระทบต่อกำไรในการดำเนินงานแตกต่างกันไปในธุรกิจแต่ละแห่ง ดังนั้นเมื่อธุรกิจส่งออกต้องกำหนดราคาขายสินค้าตามสภาพการตลาดก็จำเป็นที่จะต้องวางแผนและควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารธุรกิจส่งออกประสบผลกำไรตามต้องการ
ประเภทที่ 2. การกำหนดราคาตามต้นทุน
การตั้งราคาตามกรณีนี้ จะต้องรวบรวมต้นทุนค่าใช้จ่ายทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกดังได้กล่าวมาในข้อ 2 และ 3 แล้วนำไปรวมกับจำนวนกำไรที่ต้องการ เพื่อคำนวณหาราคาขายของสินค้าดังนี้
ราคาขายของสินค้า = ต้นทุนและค่าใช้จ่าย + กำไรที่ต้องการ
ต้นทุนและค่าใช้จ่าย = ต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง + ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
ในการส่งออกสินค้า
กิจการบางแห่งอาจจะพิจารณาเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ประกอบกับความเสี่ยงภัยอันเกิดจากความเสียหายและความไม่แน่นอนต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อให้ราคาขายครอบคลุมความเสี่ยงภัยทุกประเภท อย่างไรก็ตามยิ่งกิจการประเมินค่าความเสียหายและความไม่แน่นอนสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะทำให้ราคาขายของสินค้าสูงเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นผลให้ไม่สามารถใช้ราคานั้นแข่งขันในตลาดได้ จึงต้องพิจารณาราคาขายของคู่แข่งขันอื่น ๆ และแนวโน้มในตลาดควบคู่กันไปด้วย ไม่ควรอย่างยิ่งที่กิจการจะกำหนดราคาขายโดยเน้นเฉพาะแต่ประการเดียว
เพื่อให้การกำหนดราคาขายจากต้นทุน ยืดหยุ่นตามสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจึงมีการกำหนดราคาขายจากต้นทุนได้หลายวิธีดังนี้
1. กำหนดราคาขายจากต้นทุนรวม (Full Cost Pricing)
ต้นทุนรวม หมายถึง ต้นทุนและค่าใช้จ่ายทุกประเภทที่กล่าวมาในหัวข้อที่ 2 แล้วนำต้นทุนรวมไป
บวกกำไรที่ต้องการ เพื่อกำหนดราคาขาย กิจการอาจประมาณต้นทุนรวมจากต้นทุนจริง หรือจากต้นทุนมาตรฐานที่กำหนดไว้ล่วงหน้าก็ได้ ดังนั้น ราคาตามตลาดตามกรณีนี้ก็คือ Standard ex factory (SEF) cost basic อย่างไรก็ตามการตั้งราคาแบบนี้อาจจะไม่เหมาะสม เพราะราคาขายดังกล่าวจะสูงเกินไปจนไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ นอกเสียจากว่าบริษัทเป็นผู้วางจำหน่ายสินค้าเป็นบริษัทแรกของตลาดแห่งนั้นหรือเป็นสินค้าที่ไม่มีคู่แข่งขัน
2. การกำหนดราคาขายจากต้นทุนรวมทั้ง3. หมดยกเว้นส่วนแบ่ง4. ค่าใช้จ่ายทาง5. การตลาด หรือ
standard ex factory costs with no allocated marketing costs (SEFNAM)
เป็น allocated marketing costs (SEFNAM) เนื่องจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้นำเข้าเป็นผู้วางสินค้าในตลาด ณ ประเทศนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรวมค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและจำหน่ายสินค้าอีก จึงตั้งราคาขายจากรายการที่ต้นทุนการผลิตจากโรงงาน ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ค่าใช้จ่ายบริหาร และค่าใช้จ่ายในการส่งออกเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวสินค้านี้เท่านั้น
6. การกำหนดราคาขายจากต้นทุนส่วนเกิน (Marginal Costing หรือ MC)
ต้นทุนส่วนเกิน หมายถึง ต้นทุนและค่าใช้จ่ายผันแปรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการส่งออกตัวสินค้านั้นไปยังมือผู้นำเข้า การตั้งราคาขายจากต้นทุนส่วนเกินจะไม่นำเอาต้นทุนคงที่มารวมด้วย เมื่อนำเฉพาะต้นทุนผันแปรไปรวมกับกำไรที่ต้องการ ก็จะทำให้ราคาขายดังกล่าวต่ำกว่าราคาขายของสินค้าชนิดเดียวกับที่ขายอยู่ในประเทศและเป็นผลให้กิจการสามารถใช้ราคานั้นแข่งขันได้ในตลาด การใช้ต้นทุนส่วนเกินคำนวณต้นทุนสินค้า จะถือหลักที่ว่ากิจการผลิตสินค้าโดยปกติ (ภายในประเทศ) แล้วยังมีกำลังผลิตเหลือ จึงนำไปผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเท่านั้นเป็นการเพิ่มผลผลิตและประหยัดต้นทุนคงที่เท่านั้นเอง
ในการเลือกใช้ราคาขายใดจึงจะเหมาะสมนั้น ควรขึ้นกับสภาพแวดล้อมและราคาขายของสินค้าใน
ตลาดที่ต้องการวางจำหน่าย ผู้ส่งออกจะต้องสืบราคาขายของสินค้าชนิดนั้นในท้องตลาดเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ราคาขายที่เสนอต่อลูกค้าสูงเกินไป นอกจากนี้ควรจะพิจารณารายละเอียดอื่น ๆ เช่นการให้ส่วนลดประเภทต่าง ๆ สกุลเงินที่ใช้ในการตกลงเงื่อนไขในการขนส่ง การชำระเงิน ภาระภาษี ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสี่ยงภัยและปัญหาที่เกิดขึ้นในภายหลังอันจะมีผลกระทบต่อกำไรของกิจการในที่สุด
การคำนวณต้นทุนและการตั้งราคาสินค้าเพื่อการส่งออก
สินค้าที่ต้องยื่นตรวจสอบรายละเอียดขั้นตอนการผลิต เฉพาะสินค้าที่จัดอยู่ภายใต้พิกัดศุลกากรที่ 84-97 เท่านั้น
สินค้าประเภท เครื่องจักรและเครื่องใช้กล เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า ส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว เครื่องบันทึกเสียงและเครื่องถอดเสียง เครื่องบันทึกและเครื่องถอดภาพและเสียงทางโทรทัศน์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องดังกล่าวในกลุ่มพิกัด84 และ 85
สินค้าประเภท ยานบก ยานอากาศ ยานน้ำ และเครื่องอุปกรณ์การขนส่งที่เกี่ยวข้อง ในกลุ่มพิกัด 86, 87, 88, และ 89
สินค้าประเภท อุปกรณ์และเครื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในทางทัศนศาสตร์ การถ่ายรูป การถ่ายทำภาพยนตร์ การวัด การตรวจสอบ การวัดความเที่ยง การแพทย์หรือศัลยกรรม นาฬิกาชนิดคล็อก และชนิดวอตซ์ เครื่องดนตรี รวมทั้งส่วนประกอบ และอุปกรณ์ประกอบของดังกล่าว ในกลุ่มพิกัด 90, 91, และ 92
สินค้าประเภท อาวุธและกระสุน รวมทั้งส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของของดังกล่าว ในกลุ่มพิกัด 93
สินค้าประเภท ผลิตภัณฑ์เบ็ดเตล็ด ในกลุ่มพิกัด 94, 95, และ 96
สินค้าประเภท ศิลปกรรมของที่นักสะสมรวบรวมและโบราณวัตถุ ในพิกัด 97
2. เอกสารประกอบการพิจารณา
2.1 จดหมายขอให้ตรวจสอบรายละเอียดขั้นตอนการผลิต ต้นทุน และราคาสินค้า เพื่อขอใช้สิทธิพิเศษฯ โดยให้ระบุประเทศปลายทางที่จะส่งออกด้วย พร้อมทั้งแจ้งชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ ผู้ติดต่อกลับ
2.2 หนังสือรับรองรายละเอียดขั้นตอนการผลิต ต้นทุน และราคาสินค้าตามแบบฟอร์มที่กำหนดไว้ (สก. 2)
2.3 สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (อายุไม่เกิน 1 ปี) พร้อมรายชื่อกรรมการบริษัท ฯ
2.4 สำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 20)
2.5 สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่อนุญาตให้บริษัทฯ ดำเนินการได้จนถึงปัจจุบันพร้อมรายละเอียดและวัตถุประสงค์
2.6 แผนผังแสดงการผลิต ตามขั้นตอนโดยสรุป
2.7 สำเนาหลักฐานการนำเข้าวัสดุ ได้แก่ ใบขนสินค้าขาเข้า อินวอยซ์ เป็นต้น
2.8 สำเนาหลักฐานการซื้อวัสดุในประเทศ ได้แก่ ใบกำกับภาษี อินวอยซ์ เป็นต้น
2.9 หนังสือรับรองความถูกต้องของวัสดุในประเทศที่ใช้ในการผลิตสินค้า
หมายเหตุ สำเนาเอกสารประกอบการพิจารณาทุกฉบับ จะต้องลงนามและประทับตรา
บริษัทรับรองความถูกต้อง
3. ผู้ลงนามรับรองในหนังสือรับรองรายละเอียดขั้นตอนการผลิตฯ และหลักฐานเอกสารประกอบการพิจารณา ต้องเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในข้อ 2.3 หากเป็นผู้รับมอบอำนาจ ต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจให้ลงนามแทนได้
สก.2
หนังสือรับรองรายละเอียดขั้นตอนการผลิต ต้นทุน และราคาสินค้า
วันที่……………………………………
ข้าพเจ้า……………………………………………………………………………..ผู้มีอำนาจทำการแทน
ในนามของ…………………………………………………………………………ตั้งอยู่ที่……………………………
………………………………………………………………………………โทรศัพท์…………………………………ขอชี้แจงและรับรองรายละเอียดขั้นตอนการผลิต ต้นทุน และราคาสินค้า ที่ข้าพเจ้าประสงค์จะส่งออกโดยขอใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. ชื่อสินค้า (ไทย)…………………………………………………………………………………………………….
ชื่อสินค้า (อังกฤษ)…………………………………………………………………………………………………
ประเภทพิกัดศุลกากร…………………………………………….รุ่น…………………………………………..
2. ผลิตโดยโรงงาน……………………………………………………………………………………………………
ตั้งอยู่ที่……………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
3. ขั้นตอนและกระบวนการผลิตภายในประเทศ พร้อมแผนผัง โดยสรุป
………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………..
.…………………………………………………………………………………………………………………….
..……………………………………………………………………………………………………………………
..……………………………………………………………………………………………………………………
..……………………………………………………………………………………………………………………
..……………………………………………………………………………………………………………………
.…………………………………………………………………………………………………………………….
..……………………………………………………………………………………………………………………
.…………………………………………………………………………………………………………………….
.…………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………..
4. ต้นทุนของวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศที่ใช้ในการผลิต (ต่อ 1 หน่วยสินค้า)
อัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินต่าง ๆ ที่ใช้ในการคำนวณเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ
……………………………………………………………..
……………………………………………………………..
(1)
ชื่อวัตถุดิบ / วัสดุ
ที่ใช้ในการผลิต (2)
พิกัด
ศุลกากร (3)
ประเทศ
แหล่งกำเนิด (4)
หน่วย
วัตถุดิบ/
วัสดุ (5)
จำนวนที่ใช้ในการผลิต (6)
ราคา
ต่อหน่วย
($ US) (7)
มูลค่ารวม
($ US)
รวม ($ US)
หมายเหตุ : 1. หลักฐานการนำเข้าที่ใช้ประกอบการพิจารณาต้นทุนวัสดุนำเข้า เช่น สำเนาใบขนสินค้า ขาเข้า, Bill of Lading หรือ Airway Bill, Invoice เป็นต้น
2. การคำนวณมูลค่าของวัสดุนำเข้า ให้ใช้ราคา C.I.F. ที่นำเข้าในขณะนั้น
3. ในช่องที่ (6) “ราคาต่อหน่วย” และช่องที่ (7) “มูลค่ารวม” ให้แสดงเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ
4. ให้ระบุอัตราแลกเปลี่ยนทุกสกุลเงินที่ใช้ในการคำนวณเป็นเงินเหรียญสหรัฐ ฯ
5. ต้นทุนการผลิตในประเทศ (ต่อ 1 หน่วยสินค้า)
5.1 ต้นทุนของวัสดุในประเทศที่ใช้ในการผลิต
อัตราแลกเปลี่ยน : 1 เหรียญสหรัฐฯ = …………………บาท
(1)
ชื่อวัตถุดิบ/วัสดุ
ที่ใช้ในการผลิต (2)
หน่วย
วัตถุดิบ/วัสดุ (3)
จำนวนที่ใช้
ในการผลิต (4)
ราคาต่อหน่วย
($ US) (5)
มูลค่ารวม
($ US)
รวม ($ US)
หมายเหตุ : 1. หลักฐานที่ใช้ประกอบการพิจารณาต้นทุนวัสดุในประเทศ เช่น สำเนาใบเสร็จรับเงิน, ใบกำกับภาษี, ใบส่งของ, Invoice เป็นต้น
2. ในช่องที่ (4) “ราคาต่อหน่วย” และช่องที่ (5) “มูลค่ารวม” ให้แสดงเป็นเงินเหรียญ
สหรัฐฯ
3. ให้ระบุอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับเงินเหรียญสหรัฐฯ
5.2 ต้นทุนการผลิตอื่น ๆ ที่มิใช่วัตถุดิบ/ วัสดุที่ใช้ในการผลิต (ต่อ 1 หน่วยสินค้า)
ต้นทุนการผลิต มูลค่า ($ US)
ค่าแรง การฝึกหัด การดูแลเครื่องจักร การควบคุมคุณภาพ
ค่าแบบ ค่าเครื่องมือ ค่าเสื่อมเครื่องจักร ค่าเครื่องมือเครื่องใช้
ค่าตรวจ และทดสอบสินค้า
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการค้นคว้าและวิจัย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร
ต้นทุนการผลิตอื่น ๆ
รวม ($ US)
6. ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าไปท่าเรือหรือด่านพรมแดนที่ส่งออก (ต่อ 1 หน่วยสินค้า)
ค่าใช้จ่าย มูลค่า ($ US)
รวม ($ US)
7. กำไร ต่อ 1 หน่วยสินค้า = ………………………………..เหรียญสหรัฐฯ
8. สรุปราคาสินค้า (ต่อ 1 หน่วยสินค้า)
8.1 ราคาสินค้าจากโรงงาน (Ex – works price) = ……………………เหรียญสหรัฐฯ
(วิธีคำนวณ : ข้อ 4. + ข้อ 5.1 + ข้อ 5.2 + ข้อ 5.3 + ข้อ 7.)
8.2 ราคาสินค้า F.O.B. (F.O.B. price) = ………………………………เหรียญสหรัฐฯ
(วิธีคำนวณ : ข้อ 4. + ข้อ 5.1 + ข้อ 5.2 + ข้อ 5.3 + ข้อ 6. + ข้อ 7.)
9. อัตราส่วนของต้นทุน (ต่อ 1 หน่วยสินค้า)
9.1 กรณีส่งไป แคนาดา / EFTA (นอร์เวย์, สวิตเซอร์แลนด์) / สหภาพยุโรป (เบลเยี่ยม,
เนเธอร์แลนด์, ลักเซมเบอร์ก, เดนมาร์ค, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, ไอร์แลนด์,
อิตาลี, โปรตุเกส, สเปน, สวีเดน, อังกฤษ, ออสเตรีย) / รัสเซีย
อัตราส่วนของต้นทุนวัสดุนำเข้าต่อราคาสินค้าจากโรงงาน = ………………….%
(วิธีคำนวณ : ต้นทุนวัสดุนำเข้าตามข้อ 4. หารด้วยราคาสินค้าจากโรงงาน
(Ex – works price) ตามข้อ 8.1 คูณด้วย 100)
9.2 กรณีส่งไป ญี่ปุ่น / กลุ่มประเทศ ASEAN (บรูไน, อินโดนีเซีย, ลาว, กัมพูชา, มาเลเซีย,
พม่า, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย, เวียดนาม) / บัลแกเรีย / สาธารณรัฐเช็ค / สโลวาเกีย /
ฮังการี / โปแลนด์ / ประเทศสมาชิก GSTP
อัตราส่วนของต้นทุนวัสดุนำเข้าต่อราคาสินค้า F.O.B. = ………………………..%
(วิธีคำนวณ : ต้นทุนวัสดุนำเข้าตามข้อ 4. หารด้วยราคาสินค้า F.O.B. ตามข้อ 8.2 คูณ
ด้วย 100)
10. เอกสารที่นำมาแสดงประกอบการพิจารณา
……………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………….
ข้าพเจ้าขอรับรองว่า ข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่ได้แสดงประกอบการพิจารณาต้นทุนการ
ผลิตข้างต้น ถูกต้องและเป็นความจริงทุกประการ รวมทั้งยินดีที่จะอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบกระบวนการผลิต ณ โรงงาน และตรวจเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม หากภายหลังปรากฏว่าข้อมูลและเอกสารหลักฐานดังกล่าวไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงแม้เพียงส่วนหนึ่งส่วนใด ข้าพเจ้ายินยอมให้กรมการค้าต่างประเทศระงับการออกหนังสือรับรองสำหรับสินค้าดังกล่าวในทันที และยินดีให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการกับข้าพเจ้าตามกฎหมายได้ตามที่เห็นสมควร
ลงชื่อ………………………………………………….
(………………………………………………..)
ตำแหน่ง………………………………………………
ลงชื่อ………………………………………………….
(………………………………………………..)
ตำแหน่ง………………………………………………
Related Posts...
About the Author
Write a Comment
Gravatars are small images that can show your personality. You can get your gravatar for free today!
You must be logged in to post a comment.


