- Wednesday, August 12, 2009, 18:52
- Export Guildlines
- 738 views
เจ้าของกิจการมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้ประกอบกิจการ เจ้าของกิจการใด ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และปรับต่อเนื่องวันละไม่เกิน 100 บาท จนกว่าจะได้จดทะเบียนพาณิชย์ ทั้งนี้การจดทะเบียนพาณิชย์ ต้องเสียค่าธรรมเนียม 50 บาท ตามหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานบริการจดทะเบียนต่าง ๆ
หลักฐาน / เอกสารประกอบการจดทะเบียนพาณิชย์
1. ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
คำขอ : แบบ หส.1
รายการ : แบบ หส.2 (ใช้เฉพาะหน้า 1 และ 3)
เอกสารประกอบรายการ : แบบ ว.
เอกสารประกอบ
1) แบบจองชื่อนิติบุคคล
2) สำเนาบัตรประจำตัวของผู้จัดการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน
3) สำเนาบัตรทนายความหรือหลักฐานการเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาของผู้รับรองลายมือชื่อ
(ถ้ามี)
4) ...
Full story
- Wednesday, August 12, 2009, 18:51
- Export Guildlines
- 1,733 views
ความสำคัญของการส่งออก
ธุรกิจภาคการส่งออกของไทยในช่วงที่ผ่านมา มีอัตราการขยายตัวที่สูงและรวดเร็วมาก ซึ่งเป็นกลไกสำคัญหนึ่งที่ผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศมีอัตราการขยายตัวอยู่ในระดับสูง นับว่าเป็นธุรกิจอีกแขนงหนึ่งที่มีความสำคัญต่อผู้ประกอบการเองและประเทศชาติ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สามารถนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทยเราเป็นจำนวนมากในปีหนึ่ง ๆ และรายได้เหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกนำมาใช้พัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
ดังนั้น เพื่อให้ธุรกิจการส่งสินค้าออกของไทยประสบความสำเร็จ และมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาในธุรกิจนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ขั้นตอนและกระบวนการปฏิบัติต่าง ๆ ในการส่งออกสินค้าให้ดีเสียก่อน
เนื่องจากขั้นตอนการส่งออกสินค้า เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกจะต้องทำความเข้าใจและศึกษาข้อปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อให้การประกอบธุรกิจส่งออกเป็นไปอย่างสะดวกและได้รับผลสำเร็จคุ้มค่ากับความตั้งใจในการลงทุน
ความสำคัญของภาคการส่งออกสามารถแบ่งได้ดังนี้
1. ผลักดันในด้านการขยายการลงทุน และสร้างความต้องการแรงงาน
การส่งออกที่ขยายตัวขึ้นย่อมทำให้ผู้ผลิตต้องขยายการผลิตหรือมีการลงทุนเพิ่มขึ้น และโดยส่วนใหญ่แล้วระบบการผลิตของไทยก็เป็นระบบการผลิตที่ใช้แรงงานในสัดส่วนที่มากกว่าเครื่องจักร (Labour Intensive) ดังนั้นจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยในการสร้างความต้องการแรงงานให้แก่ประเทศที่สำคัญปัจจัยหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีผลต่อการช่วยยกระดับรายได้ของแรงงานด้วยอีกส่วนหนึ่ง
2. ช่วยในการนำเข้าเงินตราต่างประเทศ
ช่วยในด้านการลดการขาดดุลการค้า และดุลการชำระเงิน เพราะในการส่งออกส่วนใหญ่จะเป็นการใช้สกุลเงินต่างประเทศในการชำระค่าสินค้า และส่วนมากก็จะเป็นสกุลเงินหลักๆ ที่เป็นที่ยอมรับกันในตลาดโลก เช่น ดอลล่าร์สหรัฐฯ มารค์เยอรมัน หรือเยน เมื่อส่งสินค้าออกไปแล้วก็จะทำให้ได้เงินตราต่างประเทศเข้ามา และเมื่อจะต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศก็จะทำให้มีเงินไปชำระค่าสินค้านั้นได้ และเงินตราต่างประเทศที่ได้ก็จะมีส่วนต่อปริมาณเงินสำรองของประเทศอีกด้วย
3. ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ในการส่งสินค้าออกนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะระดับราคาของสินค้าที่ส่งออกส่วนมากอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น จึงทำให้สินค้านั้นเข้าไปแข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักของการได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) เมื่อประเทศใดสามารถผลิตสินค้าด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าประเทศอื่นแล้ว ย่อมแสดงว่าทรัพยากรที่ถูกนำมาผลิตนั้นถูกนำมาใช้ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือถ้าสินค้าที่ผลิตได้มีระดับราคาที่สูงกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศแล้ว ...
Full story
- Wednesday, August 12, 2009, 18:49
- Export Guildlines
- 970 views
ธุรกิจการส่งออก นับว่าเป็นธุรกิจอีกแขนงหนึ่งที่มีความสำคัญต่อผู้ประกอบการเองและประเทศชาติ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สามารถนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทยเราเป็นจำนวนมากในปีหนึ่งๆ และรายได้เหล่านี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกนำมาใช้พัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
ดังนั้น เพื่อให้ธุรกิจการส่งสินค้าออกของไทยประสบความสำเร็จ และมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาในธุรกิจนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ขั้นตอนและกระบวนการปฏิบัติต่างๆ ในการส่งออกสินค้าให้ดีเสียก่อน
เนื่องจากขั้นตอนการส่งออกสินค้า เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจส่งออก จะต้องทำความเข้าใจและศึกษาข้อปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อให้การประกอบธุรกิจส่งออก เป็นไปอย่างสะดวกและได้รับผลสำเร็จคุ้มค่ากับความตั้งใจการลงทุน
ขั้นตอนการส่งออกประกอบด้วย
การจดทะเบียนพาณิชย์
การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และการขอมีเลขและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
เสนอขายและรับการสั่งซื้อ
การเตรียมสินค้า
ติดต่อขนส่ง
จัดเตรียมเอกสารเพื่อการส่งออก
ติดต่อผ่านพิธีการศุลกากร
พิธีการตรวจเอกสาร
พิธีการตรวจสินค้า
การส่งมอบสินค้า
การเรียกเก็บเงินค่าสินค้า
ขอรับสิทธิประโยชน์
เมื่อท่านตั้งใจจะดำเนินธุรกิจการค้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภายในประเทศหรือส่งออกสู่ต่างประเทศ จะต้องสร้างความมั่นใจแก่คู่ค้าของท่าน โดยแสดงวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าท่านจะทำการค้าสินค้าลักษณะใด โดยทำการจดทะเบียนธุรกิจ ซึ่งมีการจดได้หลายลักษณะ ได้แก่
1. กิจการร้านค้าเจ้าของ2. คนเดียว ห้าง3. หุ้นส่วนสามัญ4.
5. นิติบุคคล แบ่ง6. เป็น 2 ลักษณะ คือ
2.1 บริษัทจำกัด
2.2 ห้างหุ้นส่วน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
2.2.1 ห้างหุ้นส่วนจำกัด
2.2.2 ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
สำหรับสถานที่จดทะเบียน คือ
กรุงเทพมหานคร
1.1 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 1 (มหาราช)
โทร. 0-2622-0569 ถึง 70
1.2 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 2 (ถ.พระราม 6)
โทร. 0-2618-3340 ถึง 41 และ 45
1.3 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 3 (รัชดาภิเษก)
โทร. 0-2276-7266
1.4 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 4 (สีลม)
โทร. 0-2630-4696 ถึง ...
Full story
- Wednesday, August 12, 2009, 18:47
- Export Guildlines
- 328 views
สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ออกกฎระเบียบใหม่ให้มีการติดเครื่องหมาย CCC Mark (China Compulsory Certification) บนผลิตภัณฑ์ที่กำหนดจำนวน 132 รายการ ที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองความปลอดภัยและสุขอนามัยของคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไป
1. วิธีการ/ขั้นตอนการยื่นขอ CCC Mark และค่าใช้จ่าย
1.1 ผู้ยื่นขอ CCC Mark ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้นำเข้า การกำหนดให้เป็นผู้นำเข้า ก็เพื่อให้ดำเนินการแทนผู้ส่งออก/ผู้ผลิตในต่างประเทศ ทำให้ประหยัดเวลา และลดปัญหาด้านการสื่อสาร ทั้งนี้ ผู้นำเข้าจีนอาจมอบให้ตัวแทนในจีนดำเนินการแทนได้ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนการหาตัวแทนในต่างประเทศ เช่น ในไทย ให้ดำเนินการแทน ก็สามารถทำได้ แต่อาจมีปัญหาด้านค่าใช้จ่าย และการสื่อภาษา ผู้ส่งออกของไทยจึงควรให้ผู้นำเข้าจีนเป็นผู้ยื่นขอ CCC Mark จะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
...
Full story
- Wednesday, August 12, 2009, 18:46
- Export Guildlines
- 225 views
จากการที่รัฐบาลประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีการลงนามในความตกลงเร่งลดภาษีสินค้าผักและผลไม้ไทย-จีน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2546 ( เอกสาร 1) โดยสินค้าผักและผลไม้ภายใต้พิกัดอัตราภาษีศุลกากรตอนที่ 07 - 08 ประมาณ 116 รายการ (เอกสาร 2) ของทั้งสองประเทศจะมีอัตราภาษีเป็นร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไป
ภายใต้ความตกลงฯดังกล่าว ผู้ประกอบการส่งออกหรือนำเข้าผักและผลไม้จะสามารถส่งออกไปยังประเทศจีนหรือนำเข้ามายังประเทศไทย โดยได้รับสิทธิพิเศษในการลดภาษีขาเข้าในอัตราร้อยละ 0 จากเดิมที่มีการเสียภาษีอยู่ราวร้อยละ 7 - 36 (ประเทศจีน) และร้อยละ 60 (ประเทศไทย) ทั้งนี้มีเงื่อนไขและวิธีปฏิบัติดังนี้
...
Full story
- Wednesday, August 12, 2009, 18:45
- Export Guildlines
- 272 views
รายการสินค้าเร่งลดภาษีภายใต้ข้อตกลงไทย-จีน
ตามพิกัดศุลกากร 07-08
ประเภท...
Full story